วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

กฎหมายอาญา 2 (ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร )

ภัยของแผ่นดิน
มติของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 กรณีเกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมปราสาทพระวิหารนั้น สืบเนื่องมาจากที่ ส.ส.และประชาชน ได้ร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ทำการไต่สวนดำเนินคดีกับนายนพดล ปัมทะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คณะรัฐมนตรี(รัฐบาลสมัคร) ตลอดจนข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Communiqu?) สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
โดยกล่าว หาว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่งผลกระทบต่ออาณาเขตของประเทศไทย และไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 นอกจากนี้ ยังได้กล่าวหาว่า การกระทำเหล่านี้เป็นการเอื้อประโยชน์ตอบแทนแก่นักการเมืองกัมพูชา เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีความประสงค์จะเข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะการเช่าพื้นที่เกาะกง เป็นเวลา 99 ปี และมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในบริเวณ พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ภายหลังจากใช้เวลาไต่สวนมาแรมปี ป.ป.ช.จึงได้มีมติออกมา มีสาระอันควรบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สืบไป สรุปได้ความว่า
1) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดไปแล้วว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 109
การ ที่นายนพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง 2 ประการ
ประการ แรก ได้แก่ ความเสียหายที่เกิดจากอาณาเขตของประเทศไทย "อาจ" มีบทเปลี่ยนแปลงโดยคำแถลงการณ์ร่วมที่นายนพดลลงนามในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกว่า "เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย" เพราะ ในแผนที่แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมที่กัมพูชาจัดทำขึ้นนั้น มีการระบุพื้นที่ N.3 ซึ่งอยู่นอกเขตปราสาทพระวิหาร แต่กินลึกเข้ามาในเขตแดนไทย โดยระบุว่าให้มีการจัดเตรียมแผนการจัดการพื้นที่ดังกล่าว รวมอยู่ในแผนจัดการสุดท้ายสำหรับปราสาทและพื้นที่รอบๆ ตัวปราสาทด้วย เท่ากับว่า การจัดการพื้นที่ตัวปราสาท และพื้นที่รอบๆ ตัวปราสาท อาจรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยด้วย ข้อ ตกลงในลักษณะดังกล่าว จึงอาจมีผลผูกพันประเทศไทย และอาจทำลายน้ำหนักในการอ้างอิงเขตแดนที่ประเทศไทยยึดถือสันปันน้ำเป็นเส้น แบ่งเขตแดนมาโดยตลอด
หมายถึงว่า อาจจะกระทบต่อเส้นแบ่งเขตแดนทั้งหมด ที่กำลังตกลงกับกัมพูชาอยู่
ประการ ที่สอง ได้แก่ ความเสียหายที่เกิดจากความมั่นคงทางสังคมของประเทศถูกกระทบอย่างกว้างขวาง โดยคำแถลงการณ์ร่วมนี้ ทั้งการโต้เถียงกันในเรื่องเส้นเขตดินแดน และความแตกแยกกันในด้านความคิดเห็นของคนในสังคมของทั้งสองประเทศ โดยที่ตัวรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีก็รู้ทั้งรู้ว่าจะมีปัญหาในทางสังคม แต่กลับพยายามปกปิด ซ่อนเร้น ไม่นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ เช่น
"เมื่อ วันที่ 16 มิถุนายน 2551 ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศได้เสนอร่างแถลงการณ์ร่วม โดยไทยสนับสนุนกัมพูชาในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมแผนที่แนบท้าย ให้ที่ประชุมพิจารณา นายนพดลได้เสนอต่อที่ประชุมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อ่อนไหวต่อมวลชนทั้งในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกศ และประเทศกัมพูชา เพื่อมิให้ผลกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงได้ขอความกรุณาท่าน ผบ.สูงสุด ได้กำชับแหล่งข่าวบางแหล่งมิได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น นอกจากเรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว และกัมพูชาจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 27 กรกฎาคม 2551 ประเด็นนี้อาจจะใช้เป็นประเด็นในทางการเมืองของเขา...
...นาย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แจ้งว่า มันเป็นเรื่องใหญ่นะ เขาจะเอาออกจากตำแหน่งนะ นายนพดลแจ้งว่าไม่เป็นไร นายสมัครแจ้งว่าเมื่อครั้งไปแนะนำตัวได้พูดจากันถูกอัธยาศัย สิ่งหนึ่งที่คุณฮุนเซนเขาปรับทุกข์ก็คือ ขอให้เราช่วยอนุเคราะห์เขาหน่อยเขาต้องทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเพื่อผลการ เลือกตั้ง.."
2) ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดว่า การกระทำของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยและคนไทยทุกคน มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ส่วน นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรี "เป็นผู้ขอให้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือ นายฮุน เซน ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม 2551 อันเป็นการนำผลประโยชน์ของประเทศชาติมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคการ เมืองต่างประเทศ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 (นายสมัคร) จึงมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 (นายนพดล) จึงเป็นการส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยและคนไทยทุกคน มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เช่นเดียวกัน"
3) หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ดำเนินการฟ้องคดีกับนายสมัคร และนายนพดล ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ต้อง ติดตามต่อไปว่า ในชั้นของอัยการสูงสุด ซึ่งทำหน้าที่ทนายแผ่นดิน จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานและแจ้งข้อกล่าวหาให้สมบูรณ์ จะต้องพิจารณาด้วยหรือไม่ว่า การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามการชี้มูลของ ป.ป.ช.นั้น โดยพฤติกรรมแห่งการกระทำดังกล่าว ยังเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญามาตราอื่นใดอีกบ้าง และจะต้องแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมให้ครบถ้วนตามการกระทำความผิด หรือไม่
ประเด็นความผิดที่อัยการสูงสุดน่าจะต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น
ประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร
"มาตรา 119 ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจ อธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต"
"มาตรา 120 ผู้ใดคบคิดกับบุคคลซึ่งกระทำการเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศ ด้วยความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการดำเนินการรบต่อรัฐ หรือ ในทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ สิบปีถึงยี่สิบปี"
"มาตรา 126 ผู้ใดได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้กระทำกิจการของรัฐกับรัฐบาลต่างประเทศ ถ้าและโดยทุจริตไม่ปฏิบัติการตามที่ได้รับมอบหมาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี"
"มาตรา 129 ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดใด ๆ ในหมวดนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น"
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สไปซ์เดย์ (spiceday)» ข่าวประจำวัน เหตุการณ์การเมือง » การเมือง
จัดทำโดย : นางสาววรรณพร ผอมดำ เลขที่ 30 รปศ.501

1 ความคิดเห็น: