วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

พินัยกรรมด้วยวาจา

กรรีตัวอย่าง
นายเขียวได้แต่งงานกับนางขาวแต่อยู่ด้วยกันไม่นาน นางขาวได้เสียชีวิตลงด้วยโรคเบาหวาน และนายเขียวก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังมาโดยตลอด และต่อมานายเขียวได้ไปรับหลาน1คนมาอยู่ด้วยซึ่งเป็นลูกของน้องชาย ชื่อว่า เจ เพื่อจะได้อยู่เป็นเพื่อนกับตนเองและตนเองจะได้ฝากผีฝากไข้ เวลาที่ไม่สบาย เจก็มาอยู่ด้วยกับนายเขียวและดูแลนายเขียวอย่างดีเหมือนกับพ่อแม่จริงๆของตนเอง อยู่มาไม่นานหมู่บ้านที่นายเขียวอยู่เกิดโรคระบาดขึ้น นายเขียวได้ติดโรคระบาดนั้นไปด้วย และรู้ว่าตนเองจะอยู่ได้อีกไม่นาน จึงได้ให้เจไปตาม นายดำและนายแดง ซึ่งเป็นเพื่อนของตน เจจึงทำตามและไปตามนายดำและนายแดงมา พอนายดำและนายแดงมาถึง นายเขียวก็บอกว่า “ข้าขอทำพินัยกรรมโดยให้เจ้าทั้งสองเป็นพยาน เพราะข้าลุกขึ้นเขียนไม่ไหวแล้ว ข้าจึงขอทำพินัยกรรมแบบปากเปล่า โดยมีเจ้าทั้งสองเป็นพยานในการทำพินัยกรรมครั้งนี้ โดยที่ข้าจะขอยกบ้าน 1 หลังที่ข้าอยู่และที่ดิน100ไร่ รอบๆบริเวณบ้าน และเงินสดในบัญชีธนาคารออมสินจำนวน1,000,000 บาท ให้แก่ เจ หลานชายคนนี้ของข้า พวกเจ้าทั้งสองช่วยเป็นพยานให้ข้าด้วย ” พอนายเขียวพูดเสร็จ นายเขียวก็สิ้นใจลง ทำให้เพื่อนและหลานชายเสียใจเป็นอย่างมาก และเพื่อนทั้งสองคือนายดำและนายแดงก็ได้เดินทางไปอำเภออย่างไม่ชักช้า เพื่อแจ้งความประสงค์ที่นายเขียวได้ทำพินัยกรรมด้วยวาจาสั่งไว้ พร้อมทั้งแจ้ง วัน เดือน ปี และสถานที่ทำพินัยกรรม และเหตุที่ไม่สามารถเขียนด้วยลายมือและลงชื่อได้ ให้กรมการอำเภอจดข้อความที่นายดำและนายแดงแจ้งไว้ และทั้งสองคนก็ได้ลงลายมือชื่อไว้เพื่อเป็นหลักฐาน หลังจากแจ้งให้กรมอำเภอทราบ ทั้งสองคนก็ได้เดินทางกลับ เพื่อไปร่วมพิธีกรรมในงานศพของนายเขียวเพื่อนของตน และหลังจากเสร็จเรื่องราวต่างๆแล้ว เจ ซึ่งเป็นหลานชายของนายเขียวก็ได้สมบัติตามที่นายเขียวได้ให้ไว้ตามพินัยกรรมด้วยวาจา โดยมีนายดำและนายแดงเป็นพยาน จำนวน 2 คน ซึ่งถูกต้องตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1663 ที่ระบุไว้ว่า มาตรา 1663 เมื่อพฤติการณ์พิเศษซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำพินัย กรรมตามแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่นตกอยู่ในอันตราย ใกล้ความตาย หรือ เวลามีโรคระบาด หรือสงคราม บุคคลนั้นจะทำพินัยกรรมด้วยวาจาก็ได้
เพื่อการนี้ ผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนซึ่งอยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้น
พยานสองคนนั้นต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและแจ้งข้อ ความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจานั้น ทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย
ให้กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และพยานสองคนนั้นต้อง ลงลายมือชื่อไว้ หรือมิฉะนั้นจะให้เสมอกับการลงลายมือชื่อได้ก็แต่ด้วยลงลาย พิมพ์นิ้วมือโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน
จัดทำโดย : นางสาววรรณพร ผอมดำ เลขที่ 30 รปศ.501

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

การแจ้งความเท็จ


แม่นายชาติได้ให้นายชาตินำเงินไปชำระหนี้ที่ธนาคารออมสินจำนวน5,000บาท แต่ระหว่างทางนายชาติได้ไปเจอกับเพื่อนและเพื่อนของนายชาติได้ชวนไปเที่ยวแต่นายชาติปฎิเสธโดยบอกเหตุผลว่า “ต้องไปชำระหนี้ให้แม่” แต่เพื่อนพูดว่า ”เดี๋ยวค่อยไปก็ได้ ไปเที่ยวกันก่อน ถ้าไม่ไปแสดงว่าชาติไม่ใช่เพื่อนเรา” ชาติจึงตกลงไปเที่ยวกับเพื่อนด้วยความเพลิดเพลินจึงชวนกันกินเหล้ากินเบียร์ตามประสาชายหนุ่ม และด้วยความเมาจึงได้ใช้จ่ายเงินที่แม่ให้ไปชำระหนี้จนหมด และหลังจากดื่มกินกันเสร็จ ชาติและเพื่อนจึงพากันกลับมาบ้าน ระหว่างเดินทางกลับชาติได้สติจึงคิดว่า “ถ้าเรากลับไปบ้าน แม่ต้องถามว่าเราไปชำระหนี้หรือยัง ถ้าตอบว่าไปชำระแล้ว แม่ต้องขอดูใบเสร็จ ถ้าไม่มีใบเสร็จแม่ต้องสงสัยแน่ๆ เพราะทุกครั้งเขาจะให้ใบเสร็จ และถ้าแม่รู้ความจริงว่าได้นำเงินที่แม่ให้ไปชำระหนี้ใช้จ่ายหมดแล้ว แม่ต้องด่าและแม่โกรธมากแน่ๆ” ด้วยความที่ชาติกลัวแม่จะด่าแม่จะโกรธ จึงตัดสินใจแต่งเรื่องเพื่อคิดที่จะโกหกแม่ โดยคิดว่าจะต้องบอกแม่ว่าโดนโจรจี้ชิงทรัพย์และได้นำเงินไปจนหมด ชาติจึงตัดสินใจเดินทางไปสถานีตำรวจและเข้าแจ้งความกับตำรวจว่า ตนเองได้ถูกโจรจี้ชิงทรัพย์ และได้นำเงินของตนเองไปเป็นจำนวน5,000 บาท ตำรวจก็ได้รับแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังจากแจ้งความเสร็จ นายชาติได้เดินทางกลับมาบ้าน และได้เจอกับแม่พอแม่ถามว่าไปชำระหนี้ให้แม่หรือยัง ชาติก็พูดว่า “แม่ครับผมไม่ได้ไปชำระหนี้ให้แม่ครับ เพราะผมถูกโจรจี้ชิงทรัพย์ โจรเอาเงินของแม่ไปหมดเลย ผมจึงไม่ได้ไปชำระหนี้ให้แม่ แต่ผมไปแจ้งความกับตำรวจไว้แล้ว เดี๋ยวตำรวจก็คงจับผู้ร้ายได้ ผมขอโทษน่ะครับแม่” แม่ได้ฟังก็ตกใจแต่ด้วยความเป็นแม่ก็พูดกับลูกว่า “ไม่เป็นไรขอให้ลูกกลับมาโดยปลอดภัยก็พอ”
จากกรณีตัวอย่างสรุปได้ว่า ชาติได้แจ้งความเท็จและมีความผิดตามประมาลกฎหมายอาญา มาตรา173 ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท
จัดทำโดย : นางสาววรรณพร ผอมดำ เลขที่ 30 รปศ.501

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

กฎหมายอาญา 2 (ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร )

ภัยของแผ่นดิน
มติของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 กรณีเกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมปราสาทพระวิหารนั้น สืบเนื่องมาจากที่ ส.ส.และประชาชน ได้ร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ทำการไต่สวนดำเนินคดีกับนายนพดล ปัมทะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คณะรัฐมนตรี(รัฐบาลสมัคร) ตลอดจนข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Communiqu?) สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
โดยกล่าว หาว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่งผลกระทบต่ออาณาเขตของประเทศไทย และไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 นอกจากนี้ ยังได้กล่าวหาว่า การกระทำเหล่านี้เป็นการเอื้อประโยชน์ตอบแทนแก่นักการเมืองกัมพูชา เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีความประสงค์จะเข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะการเช่าพื้นที่เกาะกง เป็นเวลา 99 ปี และมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในบริเวณ พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ภายหลังจากใช้เวลาไต่สวนมาแรมปี ป.ป.ช.จึงได้มีมติออกมา มีสาระอันควรบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สืบไป สรุปได้ความว่า
1) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดไปแล้วว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 109
การ ที่นายนพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง 2 ประการ
ประการ แรก ได้แก่ ความเสียหายที่เกิดจากอาณาเขตของประเทศไทย "อาจ" มีบทเปลี่ยนแปลงโดยคำแถลงการณ์ร่วมที่นายนพดลลงนามในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกว่า "เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย" เพราะ ในแผนที่แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมที่กัมพูชาจัดทำขึ้นนั้น มีการระบุพื้นที่ N.3 ซึ่งอยู่นอกเขตปราสาทพระวิหาร แต่กินลึกเข้ามาในเขตแดนไทย โดยระบุว่าให้มีการจัดเตรียมแผนการจัดการพื้นที่ดังกล่าว รวมอยู่ในแผนจัดการสุดท้ายสำหรับปราสาทและพื้นที่รอบๆ ตัวปราสาทด้วย เท่ากับว่า การจัดการพื้นที่ตัวปราสาท และพื้นที่รอบๆ ตัวปราสาท อาจรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยด้วย ข้อ ตกลงในลักษณะดังกล่าว จึงอาจมีผลผูกพันประเทศไทย และอาจทำลายน้ำหนักในการอ้างอิงเขตแดนที่ประเทศไทยยึดถือสันปันน้ำเป็นเส้น แบ่งเขตแดนมาโดยตลอด
หมายถึงว่า อาจจะกระทบต่อเส้นแบ่งเขตแดนทั้งหมด ที่กำลังตกลงกับกัมพูชาอยู่
ประการ ที่สอง ได้แก่ ความเสียหายที่เกิดจากความมั่นคงทางสังคมของประเทศถูกกระทบอย่างกว้างขวาง โดยคำแถลงการณ์ร่วมนี้ ทั้งการโต้เถียงกันในเรื่องเส้นเขตดินแดน และความแตกแยกกันในด้านความคิดเห็นของคนในสังคมของทั้งสองประเทศ โดยที่ตัวรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีก็รู้ทั้งรู้ว่าจะมีปัญหาในทางสังคม แต่กลับพยายามปกปิด ซ่อนเร้น ไม่นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ เช่น
"เมื่อ วันที่ 16 มิถุนายน 2551 ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศได้เสนอร่างแถลงการณ์ร่วม โดยไทยสนับสนุนกัมพูชาในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมแผนที่แนบท้าย ให้ที่ประชุมพิจารณา นายนพดลได้เสนอต่อที่ประชุมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อ่อนไหวต่อมวลชนทั้งในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกศ และประเทศกัมพูชา เพื่อมิให้ผลกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงได้ขอความกรุณาท่าน ผบ.สูงสุด ได้กำชับแหล่งข่าวบางแหล่งมิได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น นอกจากเรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว และกัมพูชาจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 27 กรกฎาคม 2551 ประเด็นนี้อาจจะใช้เป็นประเด็นในทางการเมืองของเขา...
...นาย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แจ้งว่า มันเป็นเรื่องใหญ่นะ เขาจะเอาออกจากตำแหน่งนะ นายนพดลแจ้งว่าไม่เป็นไร นายสมัครแจ้งว่าเมื่อครั้งไปแนะนำตัวได้พูดจากันถูกอัธยาศัย สิ่งหนึ่งที่คุณฮุนเซนเขาปรับทุกข์ก็คือ ขอให้เราช่วยอนุเคราะห์เขาหน่อยเขาต้องทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเพื่อผลการ เลือกตั้ง.."
2) ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดว่า การกระทำของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยและคนไทยทุกคน มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ส่วน นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรี "เป็นผู้ขอให้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือ นายฮุน เซน ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม 2551 อันเป็นการนำผลประโยชน์ของประเทศชาติมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคการ เมืองต่างประเทศ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 (นายสมัคร) จึงมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 (นายนพดล) จึงเป็นการส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยและคนไทยทุกคน มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เช่นเดียวกัน"
3) หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ดำเนินการฟ้องคดีกับนายสมัคร และนายนพดล ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ต้อง ติดตามต่อไปว่า ในชั้นของอัยการสูงสุด ซึ่งทำหน้าที่ทนายแผ่นดิน จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานและแจ้งข้อกล่าวหาให้สมบูรณ์ จะต้องพิจารณาด้วยหรือไม่ว่า การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามการชี้มูลของ ป.ป.ช.นั้น โดยพฤติกรรมแห่งการกระทำดังกล่าว ยังเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญามาตราอื่นใดอีกบ้าง และจะต้องแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมให้ครบถ้วนตามการกระทำความผิด หรือไม่
ประเด็นความผิดที่อัยการสูงสุดน่าจะต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น
ประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร
"มาตรา 119 ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจ อธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต"
"มาตรา 120 ผู้ใดคบคิดกับบุคคลซึ่งกระทำการเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศ ด้วยความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการดำเนินการรบต่อรัฐ หรือ ในทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ สิบปีถึงยี่สิบปี"
"มาตรา 126 ผู้ใดได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้กระทำกิจการของรัฐกับรัฐบาลต่างประเทศ ถ้าและโดยทุจริตไม่ปฏิบัติการตามที่ได้รับมอบหมาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี"
"มาตรา 129 ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดใด ๆ ในหมวดนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น"
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สไปซ์เดย์ (spiceday)» ข่าวประจำวัน เหตุการณ์การเมือง » การเมือง
จัดทำโดย : นางสาววรรณพร ผอมดำ เลขที่ 30 รปศ.501

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์


สัญญาหมั้น
การหมั้นเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง ที่ชายและหญิงซึ่งเป็นคู่สัญญาตกลงกันว่าจะทำการสมรสกัน การสมรสตามกฎหมายชายและหญิงที่ทำการสมรสกัน จะต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาและจะต้องจดทะเบียนสมรสด้วย
ถ้าชายและหญิงอยู่กินกันฉันสามีภริยา แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่เป็นการสมรสตามกฎหมาย เมื่อไม่เป็นการสมรส ชายหญิงคู่นั้นก็ไม่ได้เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย หากอยู่กินกันจนมีลูก ลูกก็จะเป็นลูกนอกกฎหมายของพ่อ
ชายหญิงที่รักกันชอบกัน อยากอยู่กินด้วยกัน ก็สามารถทำการสมรสกันได้เลย โดยไม่ต้องทำการหมั้น แต่ชายหญิงคู่นั้นจะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 17 ปีบริบูรณ์ แล้วทั้งสองฝ่าย ถ้ารักกันแล้ว แต่ยังไม่อยากสมรส จะหมั้นกันไว้ก่อนก็ได้ โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 17 ปีบริบูรณ์แล้วเช่นกัน
การหมั้นและการสมรสในขณะที่ชายหญิงยังเป็นผู้เยาว์อยู่จะต้องได้รับความยินยอมของพ่อแม่ ถ้าพ่อหรือแม่ตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง หรือไม่อยู่ในฐานะที่จะให้ความยินยอมได้ หรือโดยพฤติการณ์ผู้เยาว์ไม่อาจขอความยินยอมได้ ก็ต้องได้รับความยินยอมจากแม่หรือพ่อ ถ้าไม่มีทั้งพ่อและแม่ ก็จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ถ้าผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม การหมั้นและการสมรสที่ไม่ได้รับความยินยอม จากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ย่อมเป็นโมฆียะ
นอกจากนี้การหมั้นที่สมบูรณ์ ฝ่ายชายจะต้องส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะทำการสมรสกับหญิงนั้นด้วย
ของหมั้นนี้เมื่อหมั้นแล้ว กฎหมายให้ตกเป็นสิทธิแก่หญิงทันที ถ้าฝ่ายชายได้มอบทรัพย์สินให้แก่หญิงเป็นของหมั้นแล้ว บางส่วน เช่น มอบทองให้หนึ่งบาท และสัญญาว่าจะมอบเงินให้อีก 20,000 บาท ในภายหลัง เช่นนี้ถือว่าสัญญาหมั้นเกิดขึ้นแล้ว โดยมีทองหนักหนึ่งบาทเป็นของหมั้น ส่วนเงินอีก 20,000 บาท ที่ชายสัญญาจะมอบให้ในภายหลังนั้นไม่ถือว่า เป็นของหมั้น หญิงจะฟ้องเรียกเงิน 20,000 บาท จากชายไม่ได้ หากชายไม่ยอมสมรสกับหญิง ถือว่าชายผิดสัญญาหมั้น หญิงมีสิทธิฟ้องเรียกได้ แต่เฉพาะค่าทดแทน ฐานผิดสัญญาหมั้นเท่านั้น สิทธิเรียกค่าทดแทนกรณีผิดสัญญาหมั้นมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันผิดสัญญาหมั้น อย่างไรก็ดี แม้หญิงจะฟ้องเรียกเงิน 20,000 บาท จากชายไม่ได้ แต่หญิงก็มีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมสมรสกับชายได้ โดยถือว่าฝ่ายชายผิดสัญญาหมั้น ดังตัวอย่างในคำพิพากษาศาลฎีกาประชุมใหญ่ที่ 1089/2492 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ของหมั้นต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายได้ให้แก่หญิงแล้ว ถ้าให้ทรัพย์ไว้ส่วนหนึ่งและสัญญาว่าจะนำมามอบให้ ในวันหลังอีก ก็เป็นของหมั้นเฉพาะส่วนที่ให้ไว้แล้ว ส่วนที่ยังไม่ได้มอบให้ไม่เป็นของหมั้น หญิงจะฟ้องเรียกทรัพย์ที่ฝ่ายชายสัญญาจะมอบให้อีกนั้นไม่ได้
ถ้าฝ่ายชายได้มอบของหมั้นให้บ้างแล้ว และสัญญาว่าจะนำของหมั้นที่ยังขาดมามอบให้อีก "ถ้าฝ่าย
ชายไม่นำมามอบให้ตามที่ตกลงกันฝ่ายหญิงจะปฏิเสธไม่ยอมสมรส โดยถือว่าฝ่ายชายผิดสัญญาหมั้นก็ได้" เมื่อฝ่ายหญิงได้ทำการหมั้นกันโดยถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหมั้น คือ ไม่ยอมสมรสอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้แต่มีสิทธิเรียกให้ฝ่ายที่ผิดสัญญาใช้ทดแทนให้เท่านั้น จะฟ้องร้องขอให้ศาลบังคับ ให้ฝ่ายที่ผิดสัญญามาทำการสมรสด้วยหาได้ไม่ เพราะการสมรสจะกระทำได้แต่เมื่อ ชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน และต้องแสดงความยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้าทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย
ในกรณีที่หญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น นอกจากฝ่ายชาย มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้แล้ว ฝ่ายชายยังมีสิทธิ เรียกของหมั้นคืนได้ด้วย ซึ่งสิทธิเรียกของหมั้นคืน ก็มีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันผิดสัญญาหมั้นเช่นเดียวกัน
แต่หากฝ่ายชายเกิดเหตุมาสมรสไม่ได้เช่นฝ่ายชายเสียชีวิตตาม
มาตรา 1441 ถ้าคู่หมั้นฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรส อีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้อง ค่าทดแทนมิได้ ส่วนของหมั้นหรือสินสอดนั้น ไม่ว่าชายหรือหญิงตาย หญิง หรือฝ่ายหญิงไม่ต้องคืนให้แก่ฝ่ายชาย
ตัวอย่าง
นายโชคชัยได้ส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอและหมั้นหมาย นางสาวรจนาแฟนสาวของตนเอง และญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายก็ได้ตกลงทำการหมั้นหมายกันไว้ โดยนายโชคชัยได้ส่งของหมั้นและสินสอดไว้ให้แก่ฝ่ายพ่อแม่ของนางสาวรจนา และทั้งสองฝ่ายก็ได้ตกลงวันสมรสกัน หลังจากได้ทำการตกลงกันเสร็จแล้วทางฝ่ายของนายโชคชัยก็ได้เดินทางกลับ หลักจากนั้นก่อนจะถึงวันสมรสไม่นาน นายโชคชัยก็ได้ขับรถไปทำงานตามปกติแต่ระหว่างทางเกิดอุษัติเหตุรถนายโชคชัยชนกับรถสิบล้อ เป็นเหตุให้นายโชคชัยเสียชีวิตคาที่ หลังจากนำศพนายโชคชัยมาทำพิธีกรรมทางศาสนาเสร็จ ผ่านไป1สัปดาห์ พ่อแม่ของนายโชคชัยได้เดินทางไปบ้านของนางสาวรจนา เพื่อขอสินสอดของหมั้นกลับโดยที่ฝ่ายพ่อแม่ของนายโชคชัยพูดว่า”ลูกชายของตนเสียชีวิตไม่ได้แต่งงานแล้วสินสอดของหมั้นทุกอย่างก็ต้องคืนให้กับฝ่ายตน” แต่ฝ่ายพ่อแม่ของนางสาวรจนาไม่ให้ โดยอ้างว่า” เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1441 ระบุว่า ถ้าคู่หมั้นฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรส อีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องค่าทดแทนมิได้ ส่วนของหมั้นหรือสินสอดนั้นไม่ว่าชายหรือหญิงตาย หญิงหรือฝ่ายหญิงไม่ต้องคืนให้แก่ฝ่ายชาย ”
ดังนั้นพ่อแม่ของนางสาวรจนาจึงไม่ต้องคืนสินสอดของหมั้นให้แก่ฝ่ายพ่อแม่ของนายโชคชัย
จัดทำโดย
นางสาววรรณพร ผอมดำ
เลขที่ 30 รปศ.501

ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์

อยากหย่า แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมหย่า ต้องทำอย่างไร
ปัจจุบันปัญหาทางเศรษฐกิจ มีผลกระทบต่อครอบครัวอย่างมาก เนื่องจากต่างฝ่ายต่างไม่มีเวลาให้แก่กัน ก่อให้เกิดช่องว่าง เมื่อมีช่องว่างเกิดขึ้นก็จะมีปัญหาตามมาหลายอย่าง บางคู่อยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้าตกลงกันได้ก็พากันไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขต แต่ที่เขาตกลงกันไม่ได้หรือมีเหตุบางประการ ก็ต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีความกันไม่ใช่น้อย แต่การไปฟ้องหย่าที่ศาลไม่ใช่ว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากันทุกรายน่ะ ต้องมีเหตุหย่าด้วย เหตุในการฟ้องหย่า มีดังนี้1. สามีให้การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภรรยาหรือภรรยามีชู้ อันนี้เป็นเหตุสำคัญเลยล่ะ ไม่มีใครที่ไหนทนให้สามีหรือภรรยาของตนเองทำอย่างนี้ได้ บางรายฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันเป็นสิบๆล้านก็มี2. สามีหรือภรรยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง(ข) ถูกบุคคลภายนอกดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภรรยาของอีกฝ่าย หรือ(ค)ได้รับความเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้3. สามีหรือภรรยาทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้4. สามีหรือภรรยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้*สามีหรือภรรยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภรรยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้*สามีและภรรยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้5. สามีหรือภรรยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้6. สามีหรือภรรยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้7. สามีหรือภรรยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตมีลักษณะยากที่จะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้8. สามีหรือภรรยาผิดทัณฑ์บนที่ทำไว้ให้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้9. สามีหรือภรรยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง อันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่ง และโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้10. สามีหรือภรรยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภรรยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้แต่เหตุในข้อ 1 และ 2 ถ้าสามีหรือภรรยาแล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่านั้น ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้น จะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้เช่นเดียวกันกับเหตุในข้อ 10 ถ้าเกิดจากการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้โอ้โห้ เหตุทั้ง 10 ประการ ถือเป็นเหตุที่สามารถฟ้องหย่าได้ แต่ต้องดูด้วย ไม่ใช่ว่า สามีเคยให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท พอเศรษฐกิจไม่ดี จ่ายแค่ 5,000 บาท อย่างนี้ถือว่าไม่ใช่เหตุแห่งการหย่า ฟ้องไม่ได้อ้อ แล้วที่สำคัญ หากจะเรียกค่าเลี้ยงชีพคุณและบุตร คุณจะต้องฟ้องเรียกไปพร้อมกับการฟ้องหย่าในฟ้องเดียวกัน หากไม่ทำจะฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพเป็นฟ้องใหม่ไม่ได้ที่หลังไม่ได้ และหากศาลสั่งให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่รับค่าเลี้ยงชีพทำการสมรสใหม่ สิทธิในการรับค่าเลี้ยงชีพย่อมหมดไปเช่นกัน ที่สำคัญ หากท่านตกลงหย่ากันได้ ก็ไม่ต้องฟ้องหย่า แต่ให้สามีและภรรยา ไปจดทะเบียนหย่าที่เขตหรืออำเภอกับเจ้าหน้าที่และอย่าลืมบันทึกข้อตกลงเรื่องอำนาจปกครองบุตรและทรัพย์สินให้ชัดเจน อ่านแล้วไม่ต้องตีความ ไว้ให้เรียบร้อยด้วย เสร็จแล้วเก็บใบหย่าไว้คนละฉบับหย่าแล้ว ภายหลังอยากสมรสใหม่ก็มาจดใหม่ได้ ไม่เสียหายอะไรตัวอย่างในการฟ้องหย่า และเรียกค่าเสียหาย กรณีที่ฝ่ายชายไปมีหญิงอื่น(มีกิ๊ก ชู้ หญิงคนใหม่)นาย ก. แต่งงานจดทะเบียนสมรสกับ นาง ม. มา 30 ปี มีบุตรด้วยกัน 3 คน บุตรทั้งสามคนบรรลุนิติภาวะแล้ว ปัจจุบัน นาย ก. ทำการค้ามีหน้าตาในสังคม ไปไหนใครก็รู้จัก ต่อมานาย ก. แอบได้เสียกับ นางสาว จ. จนมีบุตรด้วยกัน 1 คน และยกย่องเชิดชูนางสาว จ. ออกหน้าออกตา ต่อมา นาง ม. ทราบเรื่อง อย่างนี้สามารถฟ้องหย่านาย ก. เป็นจำเลยที่ 1 และนางสาว จ. เป็นจำเลยที่ 2 โดยเรียกค่าเสียหายจากนางสาว จ. เป็นเงินหลายสิบล้านบาทได้ แต่ทั้งนี้ค่าเสียหายจะมากน้อยเท่าไร ต้องคำนึงถึงผู้เสียหาย เสียหายอย่างไร ร่ำรวยเท่าไร มีชื่อเสียง และมีหน้าตาในสังคม ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหาย ทำให้ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง ตกงาน คนในสังคมไม่คบด้วย ไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงานฉะนั้น ตามตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า นอกจากนาง ม. จะฟ้องหย่าได้แล้ว ยังสามารถเรียกค่าเสียหายจาก นางสาว จ. ได้อีก เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะไปมีกิ๊ก ชู้ หญิงอื่น ก็ควรควรคิดไตร่ตรองให้รอบคอบคำพิพากษาฎีกาที่4130/2548ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ภริยาชอบด้วยกฎหมายที่จะเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวโดยมิได้มีเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องเกิดความเสียหายอย่างใดหรือจะต้องเป็นภริยาที่อยู่กินกับสามีและอุปการะเลี้ยงดูกัน หรือต้องไม่มีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.sahanetilaw.com
จัดทำโดย :นางสาววรรณพร ผอมดำ เลขที่ 30 รปศ.501